“ถ้ำหลวง – ขุนน้ำนางนอน” กับเรื่องราว ปริศนาและอาถรรพ์

656
views
“ถ้ำหลวง - ขุนน้ำนางนอน” กับเรื่องราว ปริศนาและอาถรรพ์

“ถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน” เป็นถ้ำที่ยาวเป็นลำดับ 4 ของประเทศไทย ความยาวกว่า 10 กิโลเมตร ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของถ้ำหลวง เรียกว่าไม่ต่างจาก “เขาวงกต” เพราะเส้นทางซับซ้อนมีความคดเคี้ยว และมีผู้เข้าหลงติดอยู่ถ้ำมาแล้วหลายครั้ง

โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนมีความอันตรายเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากน้ำจะไหลเข้ามาท่วมภายในถ้ำ ซึ่งสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า ถ้ำหลวงจะปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าไปชมพื้นที่ถ้ำตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นฤดูฝน เนื่องจากไม่ปลอดภัย

“ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน” ตั้งอยู่ ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงราย ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดอยนางนอน มีเนื้อที่ประมาณ 5,000 ไร่ ซึ่งกรมป่าไม้ได้ประกาศจัดตั้งเป็นวนอุทยาน เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2529

“ถ้ำหลวง - ขุนน้ำนางนอน” กับเรื่องราว ปริศนาและอาถรรพ์

ตามข้อมูลภูมิศาสตร์ระบุว่า ถ้ำหลวงปากถ้ำสูง โถงถ้ำแรกเปิดกว้างระดับพื้นดินต่ำกว่าปากถ้ำมาก เนื่องจากเป็นร่องทางน้ำที่ไหลออกจากถ้ำ โดยมีร่องน้ำผ่านระหว่างโถงที่ 1 และทางขวามือของร่องน้ำจะเป็นโนนดินที่สูงขึ้น มีร่องรอยหลุมยุบ และเป็นโถงที่ 2 ต่อจากโถงที่ 1 มีร่องรอยหินถล่มด้านซ้ายมือ เมื่อสิ้นสุดบันไดจากบริเวณปากถ้ำ เป็นทางเดินดินสั้นๆ ต่อจากนั้น เป็นขั้นบันไดที่เทด้วยปูนซีเมนต์ 5 – 6 ขั้น ยกระดับขึ้นทอดเข้าสู่ความยาวของตัวถ้ำ โดยที่ในช่วงฤดูฝนน้ำจะท่วมภายในถ้ำ และบริเวณร่องน้ำโถงที่ 1 ดังนั้น จึงไม่พบหลักฐานทางโบราณคดี

ลักษณะเด่นของ ถ้ำหลวง เป็นถ้ำหินปูนขนาดใหญ่ ปากถ้ำเป็นห้องโถงกว้าง ด้านในถ้ำเต็มไปด้วยความงามของธรรมชาติ เกล็ดหินสะท้อนแสง หินงอก หินย้อย ธารน้ำ ถ้ำลอด

อย่างไรก็ตาม ถ้ำหลวง เป็นถ้ำที่ยังสำรวจไม่เสร็จเนื่องด้วยอุปสรรคความยากลำบากภายในถ้ำ เส้นทางคดเคี้ยว บางช่วงเดินเข้าถึงได้ง่าย บางช่วงมีเพดานต่ำเดินลำบาก สลับกันไป เป็นเหตุผลให้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เหล่านักสำรวจต้องถอยออกมาตั้งหลักอยู่หลายครั้ง

นายอนุกูล สอนเอก นักภูมิศาสตร์ที่เคยสำรวจ “ถ้ำหลวง” โพสต์เฟซบุ๊ก Anukoon Sorn-ek เปิดเผยข้อมูลทางภูมิศาสตร์ของถ้ำหลวงเพื่ออำนวยการช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่ทีมค้นหา ความว่า

“ถ้ำหลวง - ขุนน้ำนางนอน” กับเรื่องราว ปริศนาและอาถรรพ์

“ข้อมูลสำคัญสำหรับทีมค้นหาและช่วยเหลือเด็กสูญหายในถ้ำนะครับ ถ้ำนางนอนหลวงเป็นถ้ำที่มีทางเข้าออกทางเดียว ระบบระบายอากาศไม่ดี ถ้าจะใช้วิธีการสูบน้ำออกควรตั้งเครื่องสูบน้ำไว้ด้านนอก ไม่งั้นปริมาณ Co2 ภายในถ้ำจะสูงขึ้นทำให้การช่วยเหลือทำได้ยากและมีความเสี่ยงมากขึ้นนะครับ ตำแหน่งที่คาดว่าเด็ก ๆ น่าจะอยู่ (ตำแหน่งวงกลมสีแดง) ลึกที่สุดบริเวณปลายสุดของ Show cave น่าจะประมาณไม่เกิน 1 กม.จากปากถ้ำ ถ้าเลยนี้ไป Section ด้านในที่เป็นเส้นทางเข้า Monk’s series เส้นทางแคบและซับซ้อนหาเจอยากมาก คิดว่าคนทั่วไปไม่น่าหาเส้นทางเข้าไปด้านในได้ครับ อีกอย่างในช่วงเวลานี้ ถ้าเด็ก ๆ ถอดรองเท้าและวางเป้ไว้ แสดงว่าพื้นถ้ำมีน้ำท่วมออกมาถึงด้านนอกแล้วแต่ยังไม่ลึกมาก นั่นหมายถึง Section ด้านในจะมีน้ำท่วมแล้ว มีโคลนมากเขาคงไม่เข้าไปลึกมากครับ อาจจะมีปัญหาเรื่องแสงสว่าง ไฟฉายดับ หรือไฟฉายมีน้อยเลยหาทางออกจากถ้ำไม่ได้และระดับน้ำขึ้นซะก่อน ส่วนอันตรายที่สุดสำหรับทีมดำน้ำที่จะดำเข้าไปเป็น Section แรกที่ผมวงสีน้ำเงินเอาไว้ เนื่องจากเส้นทางเข้าแคบต้องมุดเข้าไปและน้ำจะอัดผ่านช่องนี้ออกมา อันตรายสำหรับทีมที่ดำน้ำขาออกแต่ถ้าผ่านจุดนี้ไปได้แล้วเส้นทางด้านในจะกว้างขึ้นสามารถเดินได้ครับ ข้อมูลเผื่อทีมช่วยเหลือจะนำไปใช้ในการวางแผนได้นะครับ

“สำหรับวิธีการช่วยเหลือ ต้องทำให้พื้นที่น้ำที่ท่วมเพดานถ้ำลดลงก่อน ด้วยลักษณะของถ้ำนางนอนหลวงลำธารที่เกิดขึ้นในถ้ำไม่ได้เกิดจากการไหลมาจากด้านนอก แต่เกิดจากฝนตกบนต้นน้ำและไหลซึมตามรอยแตกเข้ามา เวลาน้ำในถ้ำเริ่มขึ้นจะลงค่อนข้างยาก วิธีดีที่สุดจะต้องสูบน้ำออกให้มากกว่าปริมาณน้ำเข้า เราต้องคำนวณปริมาณน้ำที่ไหลในลำธารในถ้ำว่ามีปริมาณกี่ ลบม.ต่อวินาที และระดมเครื่องสูบน้ำให้ปริมาณ น้ำสูบออกมากกว่าปริมาณน้ำธรรมชาติ พื้นที่ส่วนเพดานถ้ำที่จมอยู่ถึงจะลด แต่ต้องไม่มีปริมาณฝนตกบนภูเขามาเพิ่มปริมาณน้ำในถ้ำอีก ดังนั้นต้องรีบสูบน้ำออกในระดับที่ปลอดภัยต่อผู้ช่วยเหลือ อย่าสูบน้ำออกโดยไม่มีหลักการครับ เวลาแต่ละนาทีที่ผ่านไปมันกลายเป็นเวลาที่สูญเปล่า ตอนนี้ประมาณ 36 ชม.หลังคนเข้าไปติดค้างอยู่ด้านใน เขายังรอดชีวิตและรอการช่วยเหลืออยู่ครับ ตอนนี้ข้อมูลของผมจะถึงมือผู้บัญชาการเหตุการณ์แล้วภาวนาให้ทุกคนปลอดภัยครับ ขอบคุณ Martin Illis นักสำรวจถ้ำจากอังกฤษที่ส่งข้อมูลแผนที่ถ้ำมาใช้ในการค้นหา และ Vern Unsworth ผู้เชี่ยวชาญเส้นทางในถ้ำนางนอนหลวงที่พาทีมออกค้นหาผู้ติดอยู่ในถ้ำ”

และก่อนหน้านี้เคยเกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันมาแล้ว ย้อนกลับไปเหตุการณ์การหายตัวลึกลับ เช่น “อดีตอาจารย์ชาวจีน” เดินทางมานั่งสมาธิ 2 – 3 วัน แต่สุดท้ายหายไป 7 วัน ชาวบ้านที่พบเห็นจึงแจ้งเจ้าหน้าที่ค้นหา มีการสำรวจภายในถ้ำลึกถึง 2 กิโลเมตร แต่ไม่พบตัว ทว่า หลังจากนั้น 3 เดือนจึงปรากฎตัวพร้อมข้อความช่วยเหลือ โดยระบุว่า หนีน้ำท่วมไปยังจุดต่างๆ เมื่อน้ำและอาหารที่เตรียมไว้หมดจึงตัดสินใจลงจากเขา หรือกรณี “พ่อค้าชาวเชียงราย” เปิดเผยเรื่องราวเมื่อ25ปีก่อน เข้าไปเที่ยวเล่นในถ้ำร่วมกับคนอื่น ราวๆ 6-7 คน แต่กลับหาทางออกไม่เจอและได้ติดอยู่ข้างในนั้นกว่า 2 ชั่วโมง แต่กลับออกมาได้เพราะมีคนเข้ามาในถ้ำ จึงเดินตามแสงไฟจากตะเกียงออกมา

อย่างไรก็ตาม “อาถรรพ์ลี้ลับ” แห่งถ้ำหลวง เป็นหนึ่งในประเด็นที่นำมาผูกโยง กรณีการสูญหาย “ทีมหมูป่าฯ” ตำนานอาถรรพณ์ที่เล่ากันมาปากต่อปากตั้งแต่โบราณ อาถรรพ์ที่ทำให้นักสำรวจไปมาถึงจุดหมายปลายทางก็ต้องถอยร่นออกมา ตำนานเล่าขานการเข้าไปภายในถ้ำต้องขออนุญาตจากเจ้าที่เจ้าทางผู้ที่ดูแลถ้ำแห่งนี้ ห้ามส่งเสียงดัง พูดจาในสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควร ลบหลู่ดูหมิ่น มิเช่นนั้น จะพานพบสิ่งลี้ลับ สิ่งไม่คาดฝัน

ทั้ง “ตำนานเจ้าแม่ดอยนางนอน” ผู้ดูแลถ้ำหลวง ตามตำนานเล่าขานถึง “เจ้าแม่ดอยนางนอน” เรื่องราวความรักไม่สมหวังของ เจ้าหญิงโฉมงดงาม เมืองเชียงรุ้ง สิบสองปันนา ผู้หลงรัก ชายเลี้ยงม้าในวัง ทั้งคู่จึงหนีตามกันไป เจ้าหญิงทรงครรภ์ได้หลายเดือน เดินทางไปถึงราบใกล้แม่น้ำโขง เสด็จต่อไปไม่ไหว จึงให้คนรักออกไปหาอาหารมาให้ แต่เขาไม่ได้กลับมาเพราะถูกทหารของพระบิดาฆ่าตาย

“ถ้ำหลวง - ขุนน้ำนางนอน” กับเรื่องราว ปริศนาและอาถรรพ์

เจ้าหญิงเสียใจยิ่ง ใช้ปิ่นปักผมแทงพระเศียรจนเลือดไหลออกมาเป็นสาย กลายเป็นแม่น้ำแม่สายในทุกวันนี้ ส่วนพระวรกายนอนเหยียดยาวจากทิศใต้จดทิศเหนือกลายมาเป็น “ดอยนางนอน” ตราบจนทุกวันนี้ ส่วนของพระอุทร (ท้อง) กลายเป็น “ดอยตุง” ซึ่งหากไปทางอำเภอแม่จัน จะสังเกตเห็นมีขุนเขาทอดตัวคล้ายผู้หญิงนอนเหยียดยาว เรียกว่า ดอยนางนอน

หรืออีกตำนานหนึ่ง เรื่องราวของ “เจ้าหญิงเมืองพุกาม” ที่ออกตามหาเจ้าชายคนรักผ่านการออกรบ ทำให้อาณาเขตขยายไปเรื่อยๆ จนถึง “เวียงสี่ทวง” ก็ได้พบเจ้าชายคนรัก แต่กลับต้องใจสลาย เพราะเจ้าชายหนีไปกับสาวชาวเมืองนี้ เจ้าหญิงตรอมใจก่อนสิ้นพระชนม์ได้ตั้งจิตอธิษฐาน ให้พระวรกายกลายเป็น “ดอยนางนอน” น้ำพระเนตรที่ไหลริน กลายเป็น “ขุนน้ำนางนอน” ส่วนไพร่พลของนางก็กลายมาเป็นชนเผ่าหลากชาติพันธุ์บนภูเขาแห่งนี้

ที่มา : mgronline
ขอบคุณเจ้าของภาพ

Loading...
Loading...