ทำความเข้าใจกลไกรักษา “มะเร็ง” ด้วยสเปรย์ “กัญชา”

16
views
สเปรย์ “กัญชา”

โดย: MGR Online

ทำความเข้าใจกลไกรักษามะเร็งด้วยสเปรย์กัญชา

ก่อนจะมโนไปไกล เรามาทำความเข้าใจกลไกการใช้สารที่สกัดจากกัญชา ผลงานของนักวิจัย ม.รังสิตพัฒนาสเปรย์จากสารสกัดกัญชาที่ช่วยระงับปวดและยับยั้งเซลล์มะเร็ง ซึ่งให้ผลดีในระดับห้องแล็บและสัตว์ทดลอง แต่ยังไม่ถึงขั้นทดลองในมนุษย์

Loading...

รศ.ดร.ภญ.นริศา คำแก่น จากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต หัวหน้าทีมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ตัวอย่างจากสารสกัดกัญชา เพิ่งร่วมแถลงความก้าวหน้าในการพัฒนายาพ่นหรือสเปรย์ฉีดพ่นในช่องป่กจากสารสกัดกัญชาเพื่อใช้ในทางการแพทย์ ในขณะนี้มีเพียงมหาวิทยาลัยรังสิตเป็นแห่งแรกที่ได้รับอนุญาตครอบครองและผลิตสารสกัดจากกัญชา ซึ่งสามารถผลิตสารสกัดที่ต้องการได้ 4 กิโลกรัมจากกัญชาแห้ง 40 กิโลกรัม และทีมวิจัยได้ทดลองนี้และได้ข้อค้นพบใหม่ จากกรณีรักษาการลุกลามของมะเร็ง รวมถึงการลดตัวขนาดยา การเจริญเติบโตของมะเร็ง การแพร่กระจายของมะเร็ง รวมถึงขนาดยาที่ใช้แตกต่างกัน

“สำหรับผลการวิจัยที่สามารถเปิดเผยได้ตอนนี้จะเป็นผลการทดลองที่เน้นไปที่การบำบัดรักษาอาการปวดปลายประสาทในโรคปลอกประสาทอักเสบ และอาการปวดจากโรคมะเร็ง อีกทั้งอาการคลื่นใส้อาเจียนในผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด เพื่อให้ผู้ป่วยไม่หนีการรักษาและรับการรักษาจนจบสูตรยาแผนปัจจุบันได้”

ทีมวิจัยได้ทดลองในหลอดทดลองและสัตว์ทดลองแล้ว และในปัจจุบันกำลังปรับอัตราส่วนและตำรับยาจากสูตรที่ได้จากผลการทดลองในสัตว์ทดลอง ให้เหมาะสมกับการใช้ภายในมนุษย์ โดยต้องคำนวณความถี่ในการให้ยาและปริมาณสูงสุดที่สามารถใช้ได้หรือปริมาณที่ร่างกายมนุษย์ทนต่อยา แต่ต้องมีการขออนุญาตก่อนจึงจะสามารถนำมาใช้ในคนได้

“กัญชาที่นำมาทดลองนี้เป็นกัญชาของกลางที่ทางตำรวจยึดมาได้ ซึ่งสามารถควบคุมได้ในระดับผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังไม่สามารถนำไปใช้ในคนได้จริง ทางทีมวิจัยจึงต้องมีการเตรียมวัตถุดิบใหม่ และใช้เทคนิคที่ทราบวิธีการเรียบร้อยแล้ว สำหรับผลิตสารสกัดอีกครั้งหนึ่ง เพื่อนำไปใช้ในคน”

ทำความเข้าใจกลไกรักษามะเร็งด้วยสเปรย์กัญชา

ภายในตำรับสเปรย์ฉีดพ่นในช่องปากจากสารสกัดกัญชานีเมีสารสกัดสำคัญ 2 ตัวคือ เตตระไฮโดรแคนนาตินัล (Tetrahydrocannatinal) หรือทีเอชซี (THC) และ แคนนาบิดอยล์ (Cannabidiol) หรือ ซีบีดี (CBD)

กลไกการทำงานของตัวสารสกัดมีดังนี้ THC จะเข้าไปทำปฏิกิริยาพอดีกับตัวรับ (receptor) อย่างแคนนาบิดอยด์รีเซพเตอร์ ภายในร่างกายในลักษณะ lock and key และหยุดยั้งอาการของมะเร็งต่างๆได้ เช่น การแพร่กระจายที่ไปเบียดบังอวัยวะสำคัญ ยกตัวอย่างเช่น มะเร็งท่อน้ำดีที่จะไปเบียดบังที่ตับ ที่กระเพาะ และส่วนช่องท้อง เวลายาแพร่กระจายจะไปตามเส้นเลือด ดังนั้นหากยามีอยู่ในพอดีกระแสเลือดเพียงพอก็จะสามารถยับยั่งไม่ให้มะเร็งแพร่กระจายไปยังส่วนต่างๆที่สำคัญอย่างสมองได้

ส่วน CBD ที่ไม่ได้มีการทำปฏิกิริยาพอดีกับตัวรับจะเข้าไปยับยั้งอาการของมะเร็งที่จะลุกลามหรืออาการข้างเคียงของเซล์ลมะเร็ง เช่น การคลื่นใส้อาเจียน เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ปวดเรื้อรัง และสารสกัดตัวนี้ยังสามารถใช้กับโรคลมชักในเด็ก และแก้อาการกล้ามเนื้อตึงจากโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง

“ในตำรับยาพ่นนี้ต้องใช้สารสกัดสองตัวนี้ควบคู่กับเนื่องจาก สารสกัด THC เพียงตัวเดียวจะทำให้ผู้ป่วยได้รับผลข้างเคียงเป็นอาการเมากัญชา เนื่องจากโดสที่ใช้ในการรักษาจะมีขนาดเท่ากับโดสที่ทำให้เกิดอาการเมา จึงต้องใช้ CBD ซึ่งไม่มีฤทธิ์ให้เกิดอาการเมากัญชามาผสมในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันคือ 1:1 โดยตัว THC และตัว CBD เป็นสารสกัดสองตัวที่สามารถสกัดได้จากกัญชาจากส่วนขนของช่อดอกตัวเมีย”

ส่วนสาเหตุที่ทีมวิจัยเลือกทำยาในรูปแบบของสเปรย์ฉีดพ่นในช่องปาก เนื่องจากเมื่อเราฉีดพ่นยาเข้าไปสัมผัสกับเยื่อบุในช่องปาก ตัวยาจะสามารถดูดซึมได้ทันทีซึ่งจะแตกต่างจากยารับประทาน ที่สารสำคัญในตัวยาจะไปทำปฏิกิริยากับเอนไซม์และถูกทำลายบางส่วนในตับ ทำให้สารสำคัญมีปริมาณและความเข้มข้นไม่พอในการออกฤทธิ์

“ส่วนระยะใช้ได้ผลในการยับยั้งมะเร็งคือระยะแพร่กระจาย คือระยะ 3-4 ระยะแพร่กระจายไปยังส่วนต่างๆ โดยสามารถใช้ในระยะประคับประคองระยะสุดท้าย โดยจะใช้เป็นลักษณะผสมผสานกับยาแผนปัจจจุบันอื่นๆ ทำให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข สามารถยืดอายุของผู้ป่วยได้”

อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยมีข้อจำกัดในการทำงาน เนื่องจากมหาวิทยาลัยรังสิตเป็นมหาวิทยาลัยเอกชน จึงไม่สามารถครอบครองสารสกัด THC บริสุทธิ์ได้ ทางทีมวิจัยจึงต้องสกัดและทำให้บริสุทธิ์เทียบเคียงกับสารที่นำเข้าจากต่างประเทศ

“ตอนนี้มีการขอให้กัญชาเป็นยาเสพติดประเภทที่สอง ที่สามารถปลูกในระบบปิดและนำไปทำเป็นยาเพื่อที่มหาวิทยาลัยที่จะได้นำเมล็ดกัญชาของกลางมาปลูกในโรงเรือนปิดด้วยระบบไฮโดรโปรนิกส์และวิธีการปรับสภาพเพื่อลดการปนเปื้อนโลหะหนักจากดินและยาฆ่าแมลง”

นอกจากนี้ทีมวิจัยยังมีการต่อยอดจากงานวิจัยตำรับยาพ่นอีกงานหนึ่งคือ ยาอมที่สามารถแตกตัวได้ในระดับวินาที โดยตัวยาเม็ดชนิดอมนี้มีข้อดีเช่นเดียวกับยาพ่นคือออกฤทธิ์เร็วและตัวยาไม่ถูกทำลายที่ตับเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านการกลืนและปัญหาลมชัก

ภาพ/ข่าว MGR Online

Loading...
แบ่งปัน